หลวงพ่อธัมมชโย ไม่สอนทำบุญลำพัง แต่บอกบุญคนอื่นเอิกเกริกเกินตัว บิดเบือนพระไตรปิฎกหรือ

เรื่องราวกล่าวขานว่า หลวงพ่อธัมมชโย
แห่งวัดพระธรรมกายบิดเบือนคำสอนในพระไตรปิฎก ยังคงมีมาอย่างต่อเนื่องนะครับ
ล่าสุดก็กล่าวขานไปว่า การทำบุญนั้น ให้ทำเฉพาะที่มีกำลังเพียงพอที่จะทำได้
หากเห็นว่า เกินกำลัง ก็ให้หยุดไว้เพียงเท่านี้ การไปบอกบุญชักชวนคนอื่นมาทำด้วย
ย่อมได้ชื่อว่าทำเกินกำลัง ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ยกตัวอย่างเช่น การจัดตักบาตรหมื่นรูปแสนรูป ที่ปรกติแล้ว
ตักบาตรกันแค่หน้าบ้าน มีพระไม่กี่องค์ ก็พอแล้ว ใครอยากตักบาตรก็ตักไป
ใครไม่อยากตักก็ไม่ต้องตัก ทำไมต้องมาจัดงานชักชวนบอกบุญกันใหญ่ๆโตๆ ทำให้คน(กลุ่มหนึ่ง)
เดือดร้อน นี่ยังไม่นับการบอกบุญชักชวน ให้สร้างศาสนสถานต่างๆ กันอย่างเอิกเกริก
ไม่คิดทำตามลำพังในกลุ่มเล็กๆ ก็พอ นี่ช่างบิดเบือนคำสอนในพระไตรปิฎกโดยแท้
ช่างเป็นเนื้อหาที่ท้าทายการพิสูจน์จริงๆครับ
ว่าคำสอนของหลวงพ่อธัมมชโย แห่งวัดพระธรรมกาย ที่สอนให้มีการบอกบุญญาติมิตรและคนอื่นที่ไม่รู้จักกันอย่างเอิกเกริกเช่นนี้
บิดเบือนคำสอนในพระไตรปิฎกหรือไม่ และแล้ว ผมก็ได้ค้นพบความจริงว่า
คำสอนที่ตรงข้ามกับที่วัดพระธรรมกายสอน คือสอนให้ทำบุญตามกำลังของตัว
อย่าไปเที่ยวบอกบุญคนอื่นให้เดือดร้อนนั้น มีอยู่ในพระไตรปิฏกจริงๆ
โดยผู้ที่กล่าวถ้อยคำเช่นนี้ มีฐานะเป็นถึงเศรษฐี ผู้มีฉายาว่า เศรษฐีตีนแมว ครับ
ฉายาของท่านเศรษฐี
ตามเรื่องราวที่ปรากฏในพระไตรปิฏก
ได้มาในวันที่มีชายหนุ่มคนหนึ่งไปบอกบุญที่หน้าบ้านเขานั่นเองครับ โดยก่อนหน้านั้น
เขาได้ยินเสียงชายหนุ่ม เที่ยวประกาศไปยังชาวบ้านร้านตลาดแถวนั้นมาแต่ไกลแล้วว่า
"ข้าแต่แม่และพ่อทั้งหลาย ข้าพเจ้านิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน เพื่อฉันภัตตาหารในวันพรุ่งนี้, ผู้ใดปรารถนาจะถวายแก่ภิกษุทั้งหลายมีประมาณเท่าใด, ขอผู้นั้นจงให้วัตถุต่างๆ มีข้าวสาร ยาคูเป็นต้น เพื่อประโยชน์แก่การทำอาหาร เพื่อภิกษุทั้งหลายมีประมาณเท่านั้น พวกเราจักให้หุงต้มในที่แห่งเดียวกันแล้วถวายทาน"
"ข้าแต่แม่และพ่อทั้งหลาย ข้าพเจ้านิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน เพื่อฉันภัตตาหารในวันพรุ่งนี้, ผู้ใดปรารถนาจะถวายแก่ภิกษุทั้งหลายมีประมาณเท่าใด, ขอผู้นั้นจงให้วัตถุต่างๆ มีข้าวสาร ยาคูเป็นต้น เพื่อประโยชน์แก่การทำอาหาร เพื่อภิกษุทั้งหลายมีประมาณเท่านั้น พวกเราจักให้หุงต้มในที่แห่งเดียวกันแล้วถวายทาน"
ครั้นเมื่อชายหนุ่มเดินป่าวประกาศมาถึงหน้าบ้านท่านเศรษฐี ท่านเศรษฐีก็นึกโกรธเคืองว่า "เจ้าคนนี้ ไม่นิมนต์ภิกษุแต่พอแก่กำลังของตน ต้องมาเที่ยวชักชวนชาวบ้านทั้งหมดไปร่วมบริจาคด้วยอีก" เดี๋ยวต้องให้รู้ฤทธิ์เราเสียบ้าง ว่าแล้วก็ออกไปพบชายหนุ่ม แล้วกล่าวว่า
"แกจงนำเอาภาชนะที่แกถือมา" ดังนี้แล้ว เอานิ้วมือ ๓
นิ้วหยิบ ได้ให้ข้าวสารหน่อยหนึ่ง ถั่วเขียว
ถั่วราชมาษซึ่งเป็นถั่วอีกชนิดหนึ่งในสมัยนั้น อีกหน่อยหนึ่ง
อาการที่เศรษฐีใช้เพียง 3 นิ้ว
หยิบอาหารใส่ภาชนะของชายหนุ่มไป เป็นลักษณะของตีนของแมว เศรษฐีนั้น ในกาลต่อมา จึงได้ฉายาว่า พิฬาลปทกเศรษฐี หรือ เศรษฐีตีนแมว ซึ่งเมื่อบริจาคอาหารปรกติ ด้วยกิริยาที่ไม่ปรกติ เรียบร้อยแล้ว ขั้นต่อไปก็ถึงคราวจะให้อาหารที่จัดว่าเป็นยา
มีเนยใสและน้ำอ้อยเป็นต้น ก็เพียงแต่เอียงปากขวดเข้าที่หม้อ แล้วเทเนยใสและน้ำอ้อยให้ไหลลงทีละหยดๆ
ท่านได้ให้บริจาคให้ชายหนุ่มเช่นนี้อย่างหน่อยหนึ่งเท่านั้น
ซึ่งเหตุที่ชายหนุ่ม
มาบอกบุญชาวบ้านร้านตลาดรวมถึงเศรษฐีให้ร่วมบุญทำภัตตาหารถวายพระในวันรุ่งขึ้น
ก็เนื่องมาจาก การที่เขาได้ไปฟังธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบทหนึ่ง มีเนื้อหาว่า
"อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ให้ทานด้วยตนเอง แต่ไม่ชักชวนผู้อื่น, เขาย่อมได้โภคทรัพย์สมบัติ แต่ไม่ได้บริวารสมบัติ ในที่แห่งตนเกิดแล้ว, บางคนไม่ให้ทานด้วยตนเอง แต่ชักชวนแต่คนอื่น, เขาย่อมได้บริวารสมบัติ ไม่ได้โภคทรัพย์สมบัติ ในที่แห่งตนเกิดแล้ว; บางคนไม่ให้ทานด้วยตนเองด้วย ไม่ชักชวนคนอื่นด้วย, เขาย่อมไม่ได้โภคทรัพย์สมบัติและไม่ได้บริวารสมบัติ ในที่แห่งตนเกิดแล้ว เป็นคนเที่ยวกินเดน, บางคนให้ทานด้วยตนเองด้วย ชักชวนคนอื่นด้วย, เขาย่อมได้ทั้งโภคสมบัติและบริวารสมบัติ ในที่แห่งตนเกิดแล้ว"
ชายหนุ่มฟังเช่นนี้ ก็อิ่มเอมใจ พลางนึกว่า "โอ้ แจ่มแจ้งจริงหนอ อย่ากระนั้นเลย เราจะสร้างเหตุให้ได้สมบัติทั้งสอง คือ ทั้งโภคทรัพย์ และพวกพ้องบริวาร" ว่าแล้ว ก็นิมนต์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมพระภิกษุสงฆ์ทั้งหมดทุกองค์ ไปฉันภัตตาหารที่หมู่บ้านเขาในวันรุ่งขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า ลำพังเขาเองไม่มีทางถวายพระได้หมดทุกองค์ แต่เขาจะใช้วิธีไปบอกบุญชาวบ้านทุกๆ คนในหมู่บ้านนั้นแหละ แล้วก็บอกบุญเรื่อยๆ มา จนมาถึงบ้านของเศรษฐีตีนแมว
ครั้นเมื่อเศรษฐีบริจาคเช่นนี้แล้ว ชายหนุ่ม ก็นำวัตถุทานของคนอื่นมารวมกัน แต่แยกของท่านเศรษฐีไว้ต่างหาก ยังไม่นำไปรวมกับของคนอื่น ทำให้เศรษฐีสงสัยว่า ชายหนุ่มคิดจะประจานตนหรือเปล่า นี่วิสัยคนพาลเป็นเช่นนี้ เขาจึงส่งคนไปสืบที่บ้าน แล้วก็พบว่า ชายหนุ่มแยกของเศรษฐี เพื่อจะอธิษฐานให้ท่านต่างหากเลยว่า "ขอผลบุญใหญ่จงเป็นของท่านเศรษฐีด้วยเถิด" เศรษฐีแม้ทราบอย่างนั้น ก็ยังไม่วางใจ คิดว่า ชายหนุ่มอาจรอเวลาไปประจานตนในวันรุ่งขึ้นที่จะถวายทานก็เป็นได้ ว่าแล้วก็เหน็บกริช (มีดชนิดหนึ่ง) ไป ตั้งใจว่า หากชายหนุ่มประจานตนเมื่อไร ก็เตรียมตัวลาโลกได้เลย
พอวันรุ่งขึ้น ชายหนุ่ม กับชาวบ้านได้ฟังถวายทานครั้งยิ่งใหญ่ แด่พระศาสดา และพระภิกษุสงฆ์ทุกๆ รูปเลย จากนั้นเขาก็กล่าวขึ้นว่า "ข้าแต่พระพุทธองค์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าชักชวน ชาวบ้านผู้ใจบุญร่วมบริจาคสิ่งของเพื่อประกอบภัตตาหารถวายเป็นทานแด่พระพุทธองค์ และพระภิกษุสงฆ์ ซึ่งชาวบ้านแต่ละคน ก็ได้บริจาคสิ่งของต่างๆ มากบ้างน้อยบ้าง ตามกำลังของตน ขอผลแห่งทานอันไพศาล จงมีแก่ผู้ถวายทานทุกๆ ท่านด้วยเถิด"
เศรษฐีตีนแมวที่รอฟังเขาประจานตนอยู่ ไม่เห็นเขาประจานใดๆ ตนออกมา ก็รู้สึกว่า ตนคิดร้ายต่อผู้บริสุทธิ์เสียแล้ว กรรมอันใหญ่หลวงเกิดขึ้นแก่ตนแล้ว ว่าแล้วเศรษฐีก็ไปหมอบแทบเท้าของชายหนุ่มพลางขอให้ยกโทษให้ พระพุทธองค์ จึงทรงถามว่า เกิดอะไรขึ้นหรือ เศรษฐีจึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พระพุทธองค์ และมหาชนได้ทราบ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงตรัสว่า "อุบาสก ขึ้นชื่อว่าบุญ อันใครๆ ไม่ควรดูหมิ่นว่า ‘นิดหน่อย,’ อันบุคคลถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเช่นเราเป็นประธานแล้ว ไม่ควรดูหมิ่นว่า ‘เป็นของนิดหน่อย’ ด้วยว่า บุรุษผู้บัณฑิตทำบุญอยู่ย่อมเต็มไปด้วยบุญโดยลำดับแน่แท้ เปรียบเหมือนภาชนะที่เปิดปากย่อมเต็มไปด้วยน้ำ ฉะนั้น"
จะเห็นได้ว่า การหมั่นสะสมบุญ ไม่ว่าจะด้วยตัวเอง และชักชวนให้ผู้คนทั้งหลายมาร่วมบุญด้วยกัน รวมถึงการจัดพิธีทำบุญแบบยิ่งใหญ่ ถวายภัตตาหารพระหมดทุกองค์ ไม่ใช่ถวายแค่องค์สององค์ ก็ล้วนเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่มีอยู่ในพระไตรปิฎกชัดเจน เพียงแต่เป็นการชักชวน ไม่ได้เป็นการบังคับให้เขามาทำบุญ เขาจะทำเท่าไหร่ก็ขึ้นกับจิตศรัทธา เพราะเมื่อตั้งใจถวายแด่พระรัตนตรัย ผลย่อมไพศาล
ช่างน่าคิดว่า หลวงพ่อธัมมชโย ท่านสอนให้ทำบุญ ทั้งทำเอง และบอกบุญชักชวนคนอื่นให้มาทำ กลายเป็นเรื่องบิดเบือน ถึงขนาดคิดขับออกจากพระพุทธศาสนา ถ้างั้นในเมื่อคำสอนเช่นนี้ ถูกต้องตามหลักของพระไตรปิฎก งั้นคนที่สอนว่า ให้ทำตามลำพัง อย่าไปบอกบุญรบกวนใครๆ ให้เดือดร้อน ใครไปทำเช่นนั้นถือว่าผิดนั้น ก็ต้องบิดเบือนพระไตรปิฎกหรือเปล่า แล้วมีโทษถึงขนาดต้องขับออกจากการเป็นชาวพุทธหรือเปล่า
คำตอบคือ ไม่ต้องครับ เพราะศาสนาพุทธเน้นเรื่องความเข้าใจ เมื่อยังไม่เข้าใจ ก็ค่อยๆ มาศึกษาปฏิบัติให้เข้าใจ จะตักบาตรองค์ เดียว หรือ เป็นพันเป็นหมื่นองค์ จะสร้างวัดคนเดียว หรือชักชวนบอกบุญทำกันเป็นหมู่คณะใหญ่ ก็สามารถทำได้ทั้งสิ้น ถูกต้องตามหลักของพระพุทธศาสนา ไม่มีใครผิด ไม่ควรไปขัดแย้งกัน ยังไงเราทุกคนก็เป็นเพื่อนร่วมโลก ร่วมเกิดแก่เจ็บตาย สักวันทุกๆ ชีวิตก็ย่อมไปสู่เชิงตะกอน ไม่เข้าวัดตอนเป็น ก็ต้องถูกหามเข้าวัดตอนตายอยู่ดี ดังนั้น อยู่ร่วมกันด้วยเข้าใจอันดีต่อกันเถิด จะประเสริฐยิ่ง
"อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ให้ทานด้วยตนเอง แต่ไม่ชักชวนผู้อื่น, เขาย่อมได้โภคทรัพย์สมบัติ แต่ไม่ได้บริวารสมบัติ ในที่แห่งตนเกิดแล้ว, บางคนไม่ให้ทานด้วยตนเอง แต่ชักชวนแต่คนอื่น, เขาย่อมได้บริวารสมบัติ ไม่ได้โภคทรัพย์สมบัติ ในที่แห่งตนเกิดแล้ว; บางคนไม่ให้ทานด้วยตนเองด้วย ไม่ชักชวนคนอื่นด้วย, เขาย่อมไม่ได้โภคทรัพย์สมบัติและไม่ได้บริวารสมบัติ ในที่แห่งตนเกิดแล้ว เป็นคนเที่ยวกินเดน, บางคนให้ทานด้วยตนเองด้วย ชักชวนคนอื่นด้วย, เขาย่อมได้ทั้งโภคสมบัติและบริวารสมบัติ ในที่แห่งตนเกิดแล้ว"
ชายหนุ่มฟังเช่นนี้ ก็อิ่มเอมใจ พลางนึกว่า "โอ้ แจ่มแจ้งจริงหนอ อย่ากระนั้นเลย เราจะสร้างเหตุให้ได้สมบัติทั้งสอง คือ ทั้งโภคทรัพย์ และพวกพ้องบริวาร" ว่าแล้ว ก็นิมนต์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมพระภิกษุสงฆ์ทั้งหมดทุกองค์ ไปฉันภัตตาหารที่หมู่บ้านเขาในวันรุ่งขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า ลำพังเขาเองไม่มีทางถวายพระได้หมดทุกองค์ แต่เขาจะใช้วิธีไปบอกบุญชาวบ้านทุกๆ คนในหมู่บ้านนั้นแหละ แล้วก็บอกบุญเรื่อยๆ มา จนมาถึงบ้านของเศรษฐีตีนแมว
ครั้นเมื่อเศรษฐีบริจาคเช่นนี้แล้ว ชายหนุ่ม ก็นำวัตถุทานของคนอื่นมารวมกัน แต่แยกของท่านเศรษฐีไว้ต่างหาก ยังไม่นำไปรวมกับของคนอื่น ทำให้เศรษฐีสงสัยว่า ชายหนุ่มคิดจะประจานตนหรือเปล่า นี่วิสัยคนพาลเป็นเช่นนี้ เขาจึงส่งคนไปสืบที่บ้าน แล้วก็พบว่า ชายหนุ่มแยกของเศรษฐี เพื่อจะอธิษฐานให้ท่านต่างหากเลยว่า "ขอผลบุญใหญ่จงเป็นของท่านเศรษฐีด้วยเถิด" เศรษฐีแม้ทราบอย่างนั้น ก็ยังไม่วางใจ คิดว่า ชายหนุ่มอาจรอเวลาไปประจานตนในวันรุ่งขึ้นที่จะถวายทานก็เป็นได้ ว่าแล้วก็เหน็บกริช (มีดชนิดหนึ่ง) ไป ตั้งใจว่า หากชายหนุ่มประจานตนเมื่อไร ก็เตรียมตัวลาโลกได้เลย
พอวันรุ่งขึ้น ชายหนุ่ม กับชาวบ้านได้ฟังถวายทานครั้งยิ่งใหญ่ แด่พระศาสดา และพระภิกษุสงฆ์ทุกๆ รูปเลย จากนั้นเขาก็กล่าวขึ้นว่า "ข้าแต่พระพุทธองค์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าชักชวน ชาวบ้านผู้ใจบุญร่วมบริจาคสิ่งของเพื่อประกอบภัตตาหารถวายเป็นทานแด่พระพุทธองค์ และพระภิกษุสงฆ์ ซึ่งชาวบ้านแต่ละคน ก็ได้บริจาคสิ่งของต่างๆ มากบ้างน้อยบ้าง ตามกำลังของตน ขอผลแห่งทานอันไพศาล จงมีแก่ผู้ถวายทานทุกๆ ท่านด้วยเถิด"
เศรษฐีตีนแมวที่รอฟังเขาประจานตนอยู่ ไม่เห็นเขาประจานใดๆ ตนออกมา ก็รู้สึกว่า ตนคิดร้ายต่อผู้บริสุทธิ์เสียแล้ว กรรมอันใหญ่หลวงเกิดขึ้นแก่ตนแล้ว ว่าแล้วเศรษฐีก็ไปหมอบแทบเท้าของชายหนุ่มพลางขอให้ยกโทษให้ พระพุทธองค์ จึงทรงถามว่า เกิดอะไรขึ้นหรือ เศรษฐีจึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พระพุทธองค์ และมหาชนได้ทราบ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงตรัสว่า "อุบาสก ขึ้นชื่อว่าบุญ อันใครๆ ไม่ควรดูหมิ่นว่า ‘นิดหน่อย,’ อันบุคคลถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเช่นเราเป็นประธานแล้ว ไม่ควรดูหมิ่นว่า ‘เป็นของนิดหน่อย’ ด้วยว่า บุรุษผู้บัณฑิตทำบุญอยู่ย่อมเต็มไปด้วยบุญโดยลำดับแน่แท้ เปรียบเหมือนภาชนะที่เปิดปากย่อมเต็มไปด้วยน้ำ ฉะนั้น"
จะเห็นได้ว่า การหมั่นสะสมบุญ ไม่ว่าจะด้วยตัวเอง และชักชวนให้ผู้คนทั้งหลายมาร่วมบุญด้วยกัน รวมถึงการจัดพิธีทำบุญแบบยิ่งใหญ่ ถวายภัตตาหารพระหมดทุกองค์ ไม่ใช่ถวายแค่องค์สององค์ ก็ล้วนเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่มีอยู่ในพระไตรปิฎกชัดเจน เพียงแต่เป็นการชักชวน ไม่ได้เป็นการบังคับให้เขามาทำบุญ เขาจะทำเท่าไหร่ก็ขึ้นกับจิตศรัทธา เพราะเมื่อตั้งใจถวายแด่พระรัตนตรัย ผลย่อมไพศาล
ช่างน่าคิดว่า หลวงพ่อธัมมชโย ท่านสอนให้ทำบุญ ทั้งทำเอง และบอกบุญชักชวนคนอื่นให้มาทำ กลายเป็นเรื่องบิดเบือน ถึงขนาดคิดขับออกจากพระพุทธศาสนา ถ้างั้นในเมื่อคำสอนเช่นนี้ ถูกต้องตามหลักของพระไตรปิฎก งั้นคนที่สอนว่า ให้ทำตามลำพัง อย่าไปบอกบุญรบกวนใครๆ ให้เดือดร้อน ใครไปทำเช่นนั้นถือว่าผิดนั้น ก็ต้องบิดเบือนพระไตรปิฎกหรือเปล่า แล้วมีโทษถึงขนาดต้องขับออกจากการเป็นชาวพุทธหรือเปล่า
คำตอบคือ ไม่ต้องครับ เพราะศาสนาพุทธเน้นเรื่องความเข้าใจ เมื่อยังไม่เข้าใจ ก็ค่อยๆ มาศึกษาปฏิบัติให้เข้าใจ จะตักบาตรองค์ เดียว หรือ เป็นพันเป็นหมื่นองค์ จะสร้างวัดคนเดียว หรือชักชวนบอกบุญทำกันเป็นหมู่คณะใหญ่ ก็สามารถทำได้ทั้งสิ้น ถูกต้องตามหลักของพระพุทธศาสนา ไม่มีใครผิด ไม่ควรไปขัดแย้งกัน ยังไงเราทุกคนก็เป็นเพื่อนร่วมโลก ร่วมเกิดแก่เจ็บตาย สักวันทุกๆ ชีวิตก็ย่อมไปสู่เชิงตะกอน ไม่เข้าวัดตอนเป็น ก็ต้องถูกหามเข้าวัดตอนตายอยู่ดี ดังนั้น อยู่ร่วมกันด้วยเข้าใจอันดีต่อกันเถิด จะประเสริฐยิ่ง
อ้างอิงจาก พระไตรปิฎก เรื่องเศรษฐีตีนแมว
http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=19&p=6
http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=19&p=6
ขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก วัดพระธรรมกาย ทำให้ศาสนาเจริญขึ้น หรือเสื่อมลง

No comments:
Post a Comment