Friday, 21 October 2016

สัมมา อะระหัง

ขออาราธนาอานุภาพการภาวนา สัมมาอะระหัง กระแสบุญนี้ จงปกป้องคุ้มภัยให้ทุกๆคนเทอญ



Tuesday, 19 April 2016

"อย่าไปยุ่งกับเขาเลย ปล่อยเขาไป" วลีชึ้คุณธรรมของสมเด็จช่วง

วลีชี้คุณธรรมสมเด็จช่วง !







... อย่าไปยุ่งกับเขาเลย 

                ปล่อยเขาไป ...   

ถ้อยคำมงคล ที่บ่งบอกถึงขันติ
เมตตา และอุเบกขาธรรมอย่างสูงสุด
ที่มีให้กับผู้คิดกระทำประทุษร้ายต่อตน
ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ 
(สมเด็จช่วง) 

จากการที่มหาเถรสมาคม ( มส.) 
ได้เสนอชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์  
หรือสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ 
เป็นพระสังฆราชองค์ที่ 20 
อย่างถูกต้องตามครรลองการปกครองสงฆ์
ที่ได้ถือปฏิบัติสืบมากว่าร้อยปี
และในครั้งนี้ก็มีการรับรองรายงานการประชุม 
จากคณะสงฆ์ทั้งฝ่ายมหานิกาย 
และธรรมยุติกนิกาย ด้วยมติที่เป็นเอกฉันท์

เนื่องจากท่านเป็นผู้ที่อาวุโสสูงสุด
โดยสมณศักดิ์ ท่านได้รับการแต่งตั้ง
เป็นสมเด็จพระราชาคณะ
เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2538 
จึงเป็นผู้มีคุณสมบัติถูกต้องตาม
พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ปี 2505 
ฉบับแก้ไข ปี 2535  


ประวัติชีวิตของเจ้าประคุณสมเด็จฯ 
ท่านมีวิธีชีวิตเรียบง่าย สงบเย็น
ในวัยเยาว์คราวที่บิดาเสียชีวิต 
ท่านจึงบรรพชาเป็นสามเณรครั้งแรก
ด้วยวัยเพียง 7 ปี นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของ
การก้าวเข้ามาสัมผัสชีวิตนักบวช..

จากนั้นเมื่ออายุ 14 ปี 
ก็ได้กลับมาบวชเรียนอีกครั้ง
เพื่อศึกษาทางธรรมอย่างจริงจัง
ด้วยความมีอัธยาศัยมุ่งมั่น พากเพียรในการศึกษา 
ท่านจึงสอบผ่านการศึกษาพระบาลี
ในระดับสูงสุด คือเปรียญธรรม 9 ประโยค 

โดยขณะที่ยังศึกษา ป.ธ. 7 อยู่นั้น 
ท่านได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่
เป็นภิกษุผู้ทรงจำ และสวดพระปาฏิโมกข์ 
 หรือการสวดสาธยายศีลทั้ง 227 ข้อ 
เป็นภาษาบาลีล้วนๆ โดยไม่ผิดแม้แต่ข้อเดียว 
ณ วัดเบญจมบิตร และวัดปากน้ำ 
ซึ่งท่านทำหน้าที่นี้อยู่ถึง 16 ปีเต็ม
แสดงให้เห็นว่าท่านเป็นภิกษุ
ผู้มีความปราดเปรื่องระดับแนวหน้า

อีกสิ่งหนึ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่าท่านเป็นภิกษุ
ผู้มีภูมิรู้ภูมิธรรมจนเป็นที่ยอมรับในวงการศาสนา
ระดับสากลอย่างหาได้ยากอย่างยิ่ง  
ก็คือการได้รับถวายปริญญากิตติมศักดิ์
จากสถาบันต่างๆ อาทิ 
มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง 2 แห่งในประเทศไทย
และต่างประเทศ เช่น มหาวิทยาลัยประเทศศรีลังกา 
และสังฆสภาอินเดีย ฯลฯ




ไม่เพียงแต่อัจฉริยภาพด้านการศึกษาเท่านั้น
แต่เจ้าประคุณสมเด็จฯ ท่านยังเป็นพระนักบริหาร
การคณะสงฆ์ชั้นยอด 
ทั้งในฐานะเจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ 
และผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช 
ก็ล้วนเป็นที่ประจักษ์ว่าผลงานท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ
นำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองต่อศาสนจักร 
และอาณาจักรในวงกว้าง

ท่านคือพระมหาเถระผู้มีธรรมครองใจ 
มีผ้ากาสาวพัสตร์ครองกายมากว่า 77 พรรษา 
ชีวิตท่านผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้ว 91 ปี 
จึงเพียงพอต่อการพิสูจน์ว่า 

   ชีวิตเลือดเนื้อ และดวงใจอันบริสุทธิ์   

   ท่านน้อมถวายแล้ว แด่องค์พระสัมมา  




จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจว่า 
ทุกครั้งเมื่อมีการกล่าวหาหยาบคาย 
ปั้นคำเท็จใส่ร้ายป้ายสี 
ด้วยมีเจตนาสามานย์เพียงใดก็ตาม 
ก็เป็นเพียงการถ่มน้ำลายรดฟ้า 
ท้ายที่สุดแล้วอาจมที่ถ่มรดออกไป 
ก็จะต้องตกลงมาแปดเปื้อนใบหน้าของผู้ถ่มเสียเอง

และแม้กระแสสื่อ..รุมโหมโจมตีอย่างต่อเนื่อง
ด้วยผรุสวาจา แต่ท่านยังคงรักษาใจนิ่งๆ 
หนักแน่นประดุจแผ่นดิน ที่ไม่สะท้านสะเทือน 
แม้จะถูกราดรดด้วยของสะอาดหรือสกปรกก็ตาม

เพราะความดีที่เพียรปฏิบัติมาตลอดชีวิต
หากวันหนึ่งจะมีใคร..มองไม่เห็นคุณค่า 
แต่ก็ใช่ว่า..เราต้องหยุดทำ.!!





   อันกฎหมายทางโลก     

   สามารถปกปิดบิดเบือน นำความมาใส่   

   ให้คนถูกกลายเป็นคนผิด    

อย่างง่ายดาย..ด้วยเล่ห์เพทุบาย
แสนอยุติธรรม และไร้สามัญมันสำนึก 
หากแต่กฎแห่งกรรมนั้น เป็นสัจธรรมที่เที่ยงตรง
บุคคลผู้ประทุษร้ายในท่านผู้ไม่ประทุษร้าย
ย่อมถึงความพินาศฉิบหาย 
ทั้งต่อร่างกาย จิตใจ มีสติปัญญาทราม
เสื่อมจากโภคทรัพย์ และความย่อยยับนั้นก็จะตกถึง
ลูกหลานบริวารว่านเครือนี่คือความน่าสะพรึงกลัว
ของกฎแห่งกรรม ที่ผู้กระทำสุดจะหลีกหนีพ้น



พุทธอิสระพร้อมมวลชนได้เดินทาง
มาถึงวัดปากน้ำ พร้อมกับยื่นหนังสือคัดค้าน
มติของมหาเถรสมาคม 
โดยนำเข่งสังฆทานมาถวาย ซึ่งในเข่งประกอบ
ด้วยสิ่งของต่างๆ มากมาย เช่น รองเท้า 
ดอกไม้จันทน์ สากกะเบือ 
กางเกงใน เงินสด 1,000 บาท 
ผักผลไม้ ฯลฯ



ดีเอสไอได้เข้ามาตรวจสอบรถโบราณ 
ตามคำเชิญของทางวัดปากน้ำ 
เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ 
พร้อมมีการตรวจสอบเอกสารสิทธิ์
ในการครอบครองรถ !



สมเด็จช่วง ไม่ขอตอบโต้! 
ปมพุทธอิสระแฉซื้อรถให้พยาบาล 
“บอกอย่าไปยุ่งกับเขาเลย ปล่อยเขา” 
ด้านคนใกล้ชิด ยัน.. เรื่องนี้ไม่เป็นจริงล้านเปอร์เซ็นต์ !!

ทั้งนี้ความจริงคือ สมเด็จช่วง
ได้บริจาครถให้โรงพยาบาลหลายแห่งทุกปี 
ส่วนใหญ่จะเป็นรถตู้พยาบาลเคลื่อนที่ 
เพื่อใช้เวลาออกหน่วยตามต่างจังหวัด



และทุกครั้งที่บริจาคหรือบริจาคสร้างอาคาร
เพื่อสาธารณกุศล ก็จะมีรายละเอียด
เป็นหลักฐานชัดว่า บริจาคเท่าไร !

เมื่อท่านเห็นข่าวที่พาดพิงท่าน 
ท่านก็จะพูดเสมอว่า 
“อย่าไปยุ่งกับเขาเลย ปล่อยเขาไป”  
ยังทำกิจวัตรของสงฆ์ทุกวัน 
โดยการลงสวดมนต์ ฉันเพล และเทศน์ให้ญาติโยมฟัง 
แม้จะมีตำแหน่งเป็นถึงผู้ปฏิบัติหน้าที่
สมเด็จพระสังฆราช และมีอายุถึง 91 ปีแล้วก็ตาม 



 “ ฟ้าและแผ่นดินไกลกัน 
ฝั่งของมหาสมุทรก็ไกลกัน
แต่ธรรมบัณฑิตและคนพาลนั้น
ไกลกันยิ่งกว่านั้น "

พุทธพจน์บทหนึ่งที่กล่าวไว้ใน 
มหาสุตโสมชาดก พอสรุปใจความได้ว่า
พึงอยู่ร่วมคบค้าสมาคม พึงเชื่อฟัง 
และประพฤติตามบัณฑิต
ผู้สงบมีคุณธรรมเป็นปรกติ 
เพราะจะทำให้ชีวิตเราเจริญรุ่งเรือง 
ไม่เสื่อม ไม่ตกต่ำ..

เมื่อเราจะคบกับใคร จะเคารพเลื่อมใส 
หรือจะเชื่อใจคำพูดของใคร
เราควรพิจารณาให้ถ่องแท้ว่าบุคคลนั้น
เป็นสัตบุรุษ หรืออสัตตบุรุษ 
เป็นคนพาล หรือบัณฑิต

หากเป็นคนพาลผู้ไม่มีศีลไม่มีธรรม
เราก็อย่าไปเชื่อถือ เพราะจะทำให้เราเสียโอกาส
ในการสร้างบุญ ทำความดี 
อย่าให้เวลาอันมีค่าของเรา  
สูญเสียไปกับการสมาคม
กับผู้ที่ไม่ประพฤติธรรมเลย

เรียบเรียงโดย  คนธรรมรำพึง

Friday, 15 April 2016

หลวงพ่อธัมมชโย ไม่สอนทำบุญลำพัง แต่บอกบุญคนอื่นเอิกเกริกเกินตัว บิดเบือนพระไตรปิฎกหรือ

หลวงพ่อธัมมชโย ไม่สอนทำบุญลำพัง แต่บอกบุญคนอื่นเอิกเกริกเกินตัว บิดเบือนพระไตรปิฎกหรือ 



เรื่องราวกล่าวขานว่า หลวงพ่อธัมมชโย แห่งวัดพระธรรมกายบิดเบือนคำสอนในพระไตรปิฎก ยังคงมีมาอย่างต่อเนื่องนะครับ ล่าสุดก็กล่าวขานไปว่า การทำบุญนั้น ให้ทำเฉพาะที่มีกำลังเพียงพอที่จะทำได้ หากเห็นว่า เกินกำลัง ก็ให้หยุดไว้เพียงเท่านี้ การไปบอกบุญชักชวนคนอื่นมาทำด้วย ย่อมได้ชื่อว่าทำเกินกำลัง ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ยกตัวอย่างเช่น การจัดตักบาตรหมื่นรูปแสนรูป ที่ปรกติแล้ว ตักบาตรกันแค่หน้าบ้าน มีพระไม่กี่องค์ ก็พอแล้ว ใครอยากตักบาตรก็ตักไป ใครไม่อยากตักก็ไม่ต้องตัก ทำไมต้องมาจัดงานชักชวนบอกบุญกันใหญ่ๆโตๆ ทำให้คน(กลุ่มหนึ่ง) เดือดร้อน นี่ยังไม่นับการบอกบุญชักชวน ให้สร้างศาสนสถานต่างๆ กันอย่างเอิกเกริก ไม่คิดทำตามลำพังในกลุ่มเล็กๆ ก็พอ นี่ช่างบิดเบือนคำสอนในพระไตรปิฎกโดยแท้


ช่างเป็นเนื้อหาที่ท้าทายการพิสูจน์จริงๆครับ ว่าคำสอนของหลวงพ่อธัมมชโย แห่งวัดพระธรรมกาย ที่สอนให้มีการบอกบุญญาติมิตรและคนอื่นที่ไม่รู้จักกันอย่างเอิกเกริกเช่นนี้ บิดเบือนคำสอนในพระไตรปิฎกหรือไม่ และแล้ว ผมก็ได้ค้นพบความจริงว่า คำสอนที่ตรงข้ามกับที่วัดพระธรรมกายสอน คือสอนให้ทำบุญตามกำลังของตัว อย่าไปเที่ยวบอกบุญคนอื่นให้เดือดร้อนนั้น มีอยู่ในพระไตรปิฏกจริงๆ โดยผู้ที่กล่าวถ้อยคำเช่นนี้ มีฐานะเป็นถึงเศรษฐี ผู้มีฉายาว่า เศรษฐีตีนแมว ครับ

 ฉายาของท่านเศรษฐี ตามเรื่องราวที่ปรากฏในพระไตรปิฏก ได้มาในวันที่มีชายหนุ่มคนหนึ่งไปบอกบุญที่หน้าบ้านเขานั่นเองครับ โดยก่อนหน้านั้น เขาได้ยินเสียงชายหนุ่ม เที่ยวประกาศไปยังชาวบ้านร้านตลาดแถวนั้นมาแต่ไกลแล้วว่า

"ข้าแต่แม่และพ่อทั้งหลาย ข้าพเจ้านิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน เพื่อฉันภัตตาหารในวันพรุ่งนี้, ผู้ใดปรารถนาจะถวายแก่ภิกษุทั้งหลายมีประมาณเท่าใด, ขอผู้นั้นจงให้วัตถุต่างๆ มีข้าวสาร ยาคูเป็นต้น เพื่อประโยชน์แก่การทำอาหาร เพื่อภิกษุทั้งหลายมีประมาณเท่านั้น พวกเราจักให้หุงต้มในที่แห่งเดียวกันแล้วถวายทาน"

ครั้นเมื่อชายหนุ่มเดินป่าวประกาศมาถึงหน้าบ้านท่านเศรษฐี ท่านเศรษฐีก็นึกโกรธเคืองว่า "เจ้าคนนี้ ไม่นิมนต์ภิกษุแต่พอแก่กำลังของตน ต้องมาเที่ยวชักชวนชาวบ้านทั้งหมดไปร่วมบริจาคด้วยอีก" เดี๋ยวต้องให้รู้ฤทธิ์เราเสียบ้าง ว่าแล้วก็ออกไปพบชายหนุ่ม แล้วกล่าวว่า


"แกจงนำเอาภาชนะที่แกถือมา" ดังนี้แล้ว เอานิ้วมือ ๓ นิ้วหยิบ ได้ให้ข้าวสารหน่อยหนึ่ง ถั่วเขียว ถั่วราชมาษซึ่งเป็นถั่วอีกชนิดหนึ่งในสมัยนั้น อีกหน่อยหนึ่ง
 
อาการที่เศรษฐีใช้เพียง 3 นิ้ว หยิบอาหารใส่ภาชนะของชายหนุ่มไป เป็นลักษณะของตีนของแมว เศรษฐีนั้น ในกาลต่อมา จึงได้ฉายาว่า พิฬาลปทกเศรษฐี หรือ เศรษฐีตีนแมว ซึ่งเมื่อบริจาคอาหารปรกติ ด้วยกิริยาที่ไม่ปรกติ เรียบร้อยแล้ว ขั้นต่อไปก็ถึงคราวจะให้อาหารที่จัดว่าเป็นยา มีเนยใสและน้ำอ้อยเป็นต้น ก็เพียงแต่เอียงปากขวดเข้าที่หม้อ แล้วเทเนยใสและน้ำอ้อยให้ไหลลงทีละหยดๆ ท่านได้ให้บริจาคให้ชายหนุ่มเช่นนี้อย่างหน่อยหนึ่งเท่านั้น

ซึ่งเหตุที่ชายหนุ่ม มาบอกบุญชาวบ้านร้านตลาดรวมถึงเศรษฐีให้ร่วมบุญทำภัตตาหารถวายพระในวันรุ่งขึ้น ก็เนื่องมาจาก การที่เขาได้ไปฟังธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบทหนึ่ง มีเนื้อหาว่า
 "อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ให้ทานด้วยตนเอง แต่ไม่ชักชวนผู้อื่น, เขาย่อมได้โภคทรัพย์สมบัติ แต่ไม่ได้บริวารสมบัติ ในที่แห่งตนเกิดแล้ว, บางคนไม่ให้ทานด้วยตนเอง แต่ชักชวนแต่คนอื่น, เขาย่อมได้บริวารสมบัติ ไม่ได้โภคทรัพย์สมบัติ ในที่แห่งตนเกิดแล้ว; บางคนไม่ให้ทานด้วยตนเองด้วย ไม่ชักชวนคนอื่นด้วย, เขาย่อมไม่ได้โภคทรัพย์สมบัติและไม่ได้บริวารสมบัติ ในที่แห่งตนเกิดแล้ว เป็นคนเที่ยวกินเดน, บางคนให้ทานด้วยตนเองด้วย ชักชวนคนอื่นด้วย, เขาย่อมได้ทั้งโภคสมบัติและบริวารสมบัติ ในที่แห่งตนเกิดแล้ว"

ชายหนุ่มฟังเช่นนี้ ก็อิ่มเอมใจ พลางนึกว่า "โอ้ แจ่มแจ้งจริงหนอ อย่ากระนั้นเลย เราจะสร้างเหตุให้ได้สมบัติทั้งสอง คือ ทั้งโภคทรัพย์ และพวกพ้องบริวาร" ว่าแล้ว ก็นิมนต์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมพระภิกษุสงฆ์ทั้งหมดทุกองค์ ไปฉันภัตตาหารที่หมู่บ้านเขาในวันรุ่งขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า ลำพังเขาเองไม่มีทางถวายพระได้หมดทุกองค์ แต่เขาจะใช้วิธีไปบอกบุญชาวบ้านทุกๆ คนในหมู่บ้านนั้นแหละ แล้วก็บอกบุญเรื่อยๆ มา จนมาถึงบ้านของเศรษฐีตีนแมว

ครั้นเมื่อเศรษฐีบริจาคเช่นนี้แล้ว ชายหนุ่ม ก็นำวัตถุทานของคนอื่นมารวมกัน แต่แยกของท่านเศรษฐีไว้ต่างหาก ยังไม่นำไปรวมกับของคนอื่น ทำให้เศรษฐีสงสัยว่า ชายหนุ่มคิดจะประจานตนหรือเปล่า นี่วิสัยคนพาลเป็นเช่นนี้ เขาจึงส่งคนไปสืบที่บ้าน แล้วก็พบว่า ชายหนุ่มแยกของเศรษฐี เพื่อจะอธิษฐานให้ท่านต่างหากเลยว่า "ขอผลบุญใหญ่จงเป็นของท่านเศรษฐีด้วยเถิด" เศรษฐีแม้ทราบอย่างนั้น ก็ยังไม่วางใจ คิดว่า ชายหนุ่มอาจรอเวลาไปประจานตนในวันรุ่งขึ้นที่จะถวายทานก็เป็นได้ ว่าแล้วก็เหน็บกริช (มีดชนิดหนึ่ง) ไป ตั้งใจว่า หากชายหนุ่มประจานตนเมื่อไร ก็เตรียมตัวลาโลกได้เลย

พอวันรุ่งขึ้น ชายหนุ่ม กับชาวบ้านได้ฟังถวายทานครั้งยิ่งใหญ่ แด่พระศาสดา และพระภิกษุสงฆ์ทุกๆ รูปเลย จากนั้นเขาก็กล่าวขึ้นว่า "ข้าแต่พระพุทธองค์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าชักชวน ชาวบ้านผู้ใจบุญร่วมบริจาคสิ่งของเพื่อประกอบภัตตาหารถวายเป็นทานแด่พระพุทธองค์ และพระภิกษุสงฆ์ ซึ่งชาวบ้านแต่ละคน ก็ได้บริจาคสิ่งของต่างๆ มากบ้างน้อยบ้าง ตามกำลังของตน ขอผลแห่งทานอันไพศาล จงมีแก่ผู้ถวายทานทุกๆ ท่านด้วยเถิด"

เศรษฐีตีนแมวที่รอฟังเขาประจานตนอยู่ ไม่เห็นเขาประจานใดๆ ตนออกมา ก็รู้สึกว่า ตนคิดร้ายต่อผู้บริสุทธิ์เสียแล้ว กรรมอันใหญ่หลวงเกิดขึ้นแก่ตนแล้ว ว่าแล้วเศรษฐีก็ไปหมอบแทบเท้าของชายหนุ่มพลางขอให้ยกโทษให้ พระพุทธองค์ จึงทรงถามว่า เกิดอะไรขึ้นหรือ เศรษฐีจึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พระพุทธองค์ และมหาชนได้ทราบ

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงตรัสว่า "อุบาสก ขึ้นชื่อว่าบุญ อันใครๆ ไม่ควรดูหมิ่นว่า นิดหน่อย,’ อันบุคคลถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเช่นเราเป็นประธานแล้ว ไม่ควรดูหมิ่นว่า เป็นของนิดหน่อยด้วยว่า บุรุษผู้บัณฑิตทำบุญอยู่ย่อมเต็มไปด้วยบุญโดยลำดับแน่แท้ เปรียบเหมือนภาชนะที่เปิดปากย่อมเต็มไปด้วยน้ำ ฉะนั้น"

จะเห็นได้ว่า การหมั่นสะสมบุญ ไม่ว่าจะด้วยตัวเอง และชักชวนให้ผู้คนทั้งหลายมาร่วมบุญด้วยกัน รวมถึงการจัดพิธีทำบุญแบบยิ่งใหญ่ ถวายภัตตาหารพระหมดทุกองค์ ไม่ใช่ถวายแค่องค์สององค์ ก็ล้วนเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่มีอยู่ในพระไตรปิฎกชัดเจน เพียงแต่เป็นการชักชวน ไม่ได้เป็นการบังคับให้เขามาทำบุญ เขาจะทำเท่าไหร่ก็ขึ้นกับจิตศรัทธา เพราะเมื่อตั้งใจถวายแด่พระรัตนตรัย ผลย่อมไพศาล

ช่างน่าคิดว่า หลวงพ่อธัมมชโย ท่านสอนให้ทำบุญ ทั้งทำเอง และบอกบุญชักชวนคนอื่นให้มาทำ กลายเป็นเรื่องบิดเบือน ถึงขนาดคิดขับออกจากพระพุทธศาสนา ถ้างั้นในเมื่อคำสอนเช่นนี้ ถูกต้องตามหลักของพระไตรปิฎก งั้นคนที่สอนว่า ให้ทำตามลำพัง อย่าไปบอกบุญรบกวนใครๆ ให้เดือดร้อน ใครไปทำเช่นนั้นถือว่าผิดนั้น ก็ต้องบิดเบือนพระไตรปิฎกหรือเปล่า แล้วมีโทษถึงขนาดต้องขับออกจากการเป็นชาวพุทธหรือเปล่า

คำตอบคือ ไม่ต้องครับ เพราะศาสนาพุทธเน้นเรื่องความเข้าใจ เมื่อยังไม่เข้าใจ ก็ค่อยๆ มาศึกษาปฏิบัติให้เข้าใจ จะตักบาตรองค์ เดียว หรือ เป็นพันเป็นหมื่นองค์ จะสร้างวัดคนเดียว หรือชักชวนบอกบุญทำกันเป็นหมู่คณะใหญ่ ก็สามารถทำได้ทั้งสิ้น ถูกต้องตามหลักของพระพุทธศาสนา ไม่มีใครผิด ไม่ควรไปขัดแย้งกัน ยังไงเราทุกคนก็เป็นเพื่อนร่วมโลก ร่วมเกิดแก่เจ็บตาย สักวันทุกๆ ชีวิตก็ย่อมไปสู่เชิงตะกอน ไม่เข้าวัดตอนเป็น ก็ต้องถูกหามเข้าวัดตอนตายอยู่ดี ดังนั้น อยู่ร่วมกันด้วยเข้าใจอันดีต่อกันเถิด จะประเสริฐยิ่ง 

อ้างอิงจาก พระไตรปิฎก เรื่องเศรษฐีตีนแมว
http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=19&p=6

Wednesday, 13 April 2016

กองกำลัง 5 ฝ่ายแห่งวัดพระธรรมกาย


กองกำลัง 5 ฝ่ายแห่งวัดพระธรรมกาย เป็นกองกำลังที่ผมประทับใจมาตั้งแต่ 20 กว่าปีก่อนโน้นแล้ว ตั้งแต่ที่ได้เข้าวัดพระธรรมกายมานะครับ ที่มาของกองกำลังทั้ง 5 ฝ่าย มาจากความสงสัยในใจของผมเองนั่นแหละครับว่า การปฏิบัติธรรมนั้น สมัยแรกๆ ที่คนมาวัดยังไม่มาก หลวงพ่อธัมมชโย ท่านจะสอนให้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมกันอย่างจริงจัง โดยท่านมักจะยกตัวอย่างของบุคคลทั้งในสมัยพุทธกาล และในยุคปัจจุบัน คือ ยุคนั้นนะ ที่ตั้งใจนั่งสมาธิโดยไม่ขยับตัวเลย ง่วงก็ฝืนสู้ เมื่อยหรือฟุ้งก็อดทน หรือไม่ก็ปฏิบัติธรรมแบบอยู่อิริยาบถ 3 คือ ยืน เดิน นั่ง แต่ไม่นอน จนกระทั่งได้พบความสว่างภายใน แนวการปฏิบัติเช่นนี้ เรียกว่าปฏิบัติแบบลำบาก

แต่ในเวลาต่อๆ มา เมื่อคนมาวัดพระธรรมกายกันมากขึ้นและมากขึ้น หลวงพ่อธัมมชโย ท่านก็จะปรับแนวการสอนสาธุชนที่มาวัดให้เน้นการปฏิบัติแบบสบาย คือ ง่วงก็หลับ เมื่อยก็ขยับ และฟุ้งก็ลืมตา โดยท่านให้หมั่นประคองสติและสบายควบคู่กันไป ในขณะที่พระภิกษุ หลวงพ่อธัมมชโยท่านก็ยังคงสอนให้ปฏิบัติธรรมอย่างเต็มที่ เช่น ถ้ารู้สึกใจเริ่มหยุดนิ่งก็ทิ้งทุกอย่างวางทุกสิ่ง นิ่งไม่สนใจสิ่งภายนอกตัว บางครั้งในเวลาสำคัญๆ เช่น วันที่หลวงปู่วัดปากน้ำเข้าถึงพระธรรมกายภายใน ท่านก็จะเชิญชวนให้ลูกพระลูกเณร อยู่อิริยาบท 3 คือ ยืน เดิน นั่ง แต่ไม่นอน ก็มีเป็นระยะๆ

ความสงสัยในใจของผมก็คือว่า การปฏิบัติแบบลำบาก หรือ การปฏิบัติแบบสบาย อย่างไหนจะทำให้เราเข้าถึงธรรมได้เร็วกว่ากัน วันหนึ่ง หลวงพ่อธัมมชโย ก็ได้อธิบายขณะนำสาธุชนนั่งสมาธิปฏิบัติธรรมว่า การจะเข้าถึงธรรมเร็วหรือช้านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องการปฏิบัติแบบลำบาก หรือ การปฏิบัติแบบสบาย แต่เกี่ยวกับการวางใจให้หยุดนิ่งที่กลางกาย ถ้าวางใจหยุดนิ่งได้ถูกส่วนได้เมื่อไหร่ ก็เข้าถึงธรรมะภายในได้เมื่อนั้น

ภายหลัง พี่มนต์ชัย หัวหน้าแผนกธรรมโฆษก์ (ปัจจุบันบวชเป็นพระที่วัดพระธรรมกาย) ได้นำธรรมะจากที่พี่เขาค้นในพระไตรปิฎก มาเล่าสู่กันฟัง ซึ่งตรงตามที่หลวงพ่อธัมมชโยท่านสอนไว้ทุกประการว่า การปฏิบัติธรรมไม่ว่าจะแบบลำบาก หรือ แบบสบาย ไม่ได้เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ได้บรรลุธรรมเร็วหรือช้า แต่เป็นเรื่องของจริตอัธยาศัยจากภพในอดีตว่าเป็นคนชอบปฏิบัติแบบลำบาก หรือชอบปฏิบัติแบบสบาย ส่วนเหตุแห่งการบรรลุธรรมได้เร็วหรือช้า ขึ้นอยู่กับ กองกำลังทั้ง 5 ฝ่าย ที่เรียกว่า พละ 5 ถูกส่วนถึงพร้อมบริบูรณ์ ได้เร็วหรือช้า นั่นเอง

การหมั่นฝึกปฏิบัติธรรม ทำใจให้หยุดให้นิ่ง ย่อมเป็นการฝึกฝน พละ 5 หรือ กองกำลังทั้ง 5 ฝ่าย ให้เพิ่มพูนทับทวีในใจ จนมีกำลังถึงพร้อม สามารถบรรลุธรรมได้ในที่สุด กองกำลังทั้ง 5 ฝ่ายนี้ ประกอบด้วยกำลังศรัทธา กำลังสติ กำลังสมาธิ กำลังปัญญา และกำลังความเพียร สามารถแก้ไขปัญหาน้อยใหญ่ทั้งหลายให้ลุล่วงไป เปรียบเสมือนกองทัพปกป้องพระนครแห่งใจของเรา ให้รอดพ้นจากปัญหาอุปสรรคต่างๆ ที่จะยกกองทัพเข้าตียึดพื้นที่ในใจเราให้เสื่อมจากคุณความดีทั้งปวง ทีนี้เราลองไปดูความสำคัญของแต่ละขุมกำลังกันนะครับ

กำลังศรัทธา คือ ความมีใจมุ่งมั่นในบุคคล ในธรรมะ หรือแม้แต่ในตัวเอง ที่จะทำความปรารถนาของตนให้สำเร็จบริบูรณ์ หากไร้เสียซึ่งกำลังศรัทธา ความมุ่งมั่นทุ่มเทในการแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆ ไปจนกระทั่งถึงการปฏิบัติธรรมก็จะไม่เกิด ศรัทธาจึงเป็นหัวหน้าของกองกำลัง 5 ฝ่าย เปรียบเสมือน ผู้นำทัพ ที่เป็นศูนย์รวมใจของกองทัพ กองทัพใดก็ตาม หากขาดผู้นำทัพ ขาดศูนย์รวมใจ แม้จะมีกำลังทหารมากมายเพียงใด ก็ล้วนแตกพ่ายยอมแพ้ข้าศึกเสียสิ้น ศรัทธาจึงสำคัญยิ่งถึงเพียงนี้

กำลังสติ คือ ความระลึกรู้ตัว ไม่ประมาทพลั้งเผลอใจจนตกอยู่ในอำนาจของเครื่องกั้นความดี เช่น ความง่วง ความท้อ ความฟุ้งซ่าน ความโกรธเคือง ความลังเลสงสัยต่างๆ กำลังสตินี้ ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ เพราะแม้เรามีศรัทธาเปี่ยมล้น ที่จะมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆ เช่น ปีที่แล้วสอบตก ปีนี้จึงตั้งใจว่าจะอ่านหนังสือให้เต็มที่ แต่พอเพื่อนๆ แชทมาแต่ละที ก็เผลอสติ ตกอยู่อำนาจการแชทเสียสิ้น สุดท้ายก็คงสอบตกเหมือนเดิม
สติ จึงเปรียบเสมือน หน่วยลาดตระเวณ หรือ ทหารยามในกองทัพ ก็จะคอยลาดตระเวนเฝ้าดูตรวจตรา ความผิดปรกติต่างๆ ที่จะเข้ามาย่ำยีพระนครแห่งใจเรา หากสติหย่อน ข้าศึกก็จู่โจมถึงผู้นำทัพ ทำให้ทัพแตกพ่ายไปได้ โดยที่กองทัพไม่ทันได้ระมัดระวังตัวใดๆ เลย

กำลังสมาธิ คือ ความมีใจตั้งใจมั่นอยู่ในตัว ไม่หวั่นไหวกับอารมณ์ต่างๆ ภายนอกตัว ที่เข้ามากระทบ กำลังสมาธินี่เอง ที่จะเป็นกองกำลังที่จะเข้าปะทะกับปัญหาน้อยใหญ่อุปสรรคเครื่องกั้นความดีทั้งหลายที่จะเข้ามากระทบใจโดยตรง นั่นจึงมีความสำคัญไม่แพ้อีกสองกองกำลังข้างต้นเลยครับ หากสมาธิไม่แน่วแน่ ก็จะเกิดคำพูดสวยหรู ดูดี มีสไตล์ ในการแก้ตัวว่า รู้ว่า มันไม่ดี แต่หักห้ามใจไว้ไม่ได้ นั่นเองครับ เช่น ตั้งใจจะอ่านหนังสือแล้ว แต่เพื่อนๆ แชทมา มีสติรู้ว่า หากไปแชทด้วยเกินไปมันไม่ดี แต่ไม่อาจหักห้ามใจไม่ให้เลิกแชทได้ นี่เรียกว่า สมาธิหย่อน
ซึ่งสมาธิ จึงเปรียบเสมือน กองกำลังทหารของกองทัพ ก็จะเข้าปะทะกับกองทัพข้าศึกโดยตรง เพราะหากข้าศึกยกกองทัพมา ผู้นำทัพเราก็พร้อมสู้ หน่วยลาดตระเวณเราก็สืบรู้ล่วงหน้า ก็ข้าศึกจะยกมาแล้ว แต่กำลังทหารเรามีน้อย พอปะทะกันจริงๆ กองทัพเราก็แตกพ่ายอยู่ดีนั่นเอง

กำลังปัญญา คือ ความชาญฉลาดในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เข้ามากระทบ ทั้งนี้เพราะบางทีกำลังสมาธิเรามีน้อย เราเพิ่งฝึกฝนได้ไม่นาน แต่ปัญหาอุปสรรคนั้นมีมาก เราก็ต้องใช้ปัญญาเข้าช่วยเหลือ เช่น จะตั้งใจอ่านหนังสือ เพื่อนๆ เข้ามารุมแชทเหลือเกิน เราก็ใช้ปัญญาช่วยห้ามใจว่า เราต้องอดทนเล่าเรียนให้จบ เพื่อให้พ่อแม่ภาคภูมิใจนะ หรือ ถ้าเราเรียนไม่จบ เราก็จะไม่ประสบความสำเร็จนะ ใช้ปัญญาสอนใจตัวเองต่างๆนาๆให้อดทนทำความดีไว้ เป็นต้น
ปัญญา จึงเปรียบเสมือนเสนาธิการของกองทัพ ที่จะคอยคิดหายุทธวิธีพลิกแพลงกรณีข้าศึกมีกำลังมหาศาลกว่าฝ่ายเรา พลิกจากสถานการณ์เป็นรองให้กลายเป็นต่อ พลิกจากเพลี่ยงพล้ำให้กลายเป็นมีชัยชนะได้ก็ด้วย ปัญญา

กำลังความเพียร คือ ความไม่ย่อท้อหนุนเนื่องกำลังทั้ง 4 ฝ่ายข้างต้นอย่างต่อเนื่องจนประสบผลสำเร็จ ทั้งนี้เพราะแม้เราจะมีศรัทธาดี มีสติพร้อม มีสมาธิเยี่ยม มีปัญญาเลิศ แต่ไร้ซึ่งความเพียร ภาษาชาวบ้านเรียกคนแบบนี้ว่า พวกเก่งแต่ขี้เกียจ เมื่อเป็นเช่นนี้ หากเป็นปัญหาอุปสรรคเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิต พวกนี้ก็แก้ไขได้ แต่พอพบเจอปัญหาใหญ่ๆ ขึ้นมา ก็หมดกำลังใจ ท้อแท้ที่ไม่ใช่ท้อเทียม พ่ายแพ้ปัญหาอุปสรรคทั้งหลายไปในที่สุด
ความเพียร จึงเปรียบเสมือนทหารกองหนุน ที่จะคอยหนุนเนื่องกองทัพใหญ่เข้าไว้ ในกรณีพบศึกแห่งใจที่ต้องใช้เวลาต่อกรอย่างยาวนาน ศึกนั้นจะชนะได้ ถ้ามีความเพียรหนุนเนื่องไว้ จนกว่าจะสำเร็จนั่นเอง

กองกำลังทั้ง นี้ ไม่ได้มีเฉพาะวัดพระธรรมกาย แต่มีอยู่ในใจเราทุกๆ คน สามารถช่วยแก้ไขปัญหาชีวิต อุปสรรคต่างๆ นาๆ ได้ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ ไปจนถึงการประพฤติปฏิบัติธรรมให้พ้นจากทุกข์ทั้งปวง หลายครั้งหลายหน ที่ผมนำกองกำลังทั้ง 5 ไปตอบกระทู้ปัญหาเรื่องราวต่างๆ โดยเดิมใช้นามแฝงว่า หัดฝัน แต่ตอนนี้ใช้ชื่อจริง และได้รับความชื่นชมผู้ถามและผู้ตอบอื่นๆ เป็นอย่างมาก

ยกตัวอย่างเช่น เขาถามว่า อกหักแฟนทิ้ง จะลืมอดีตแฟนได้อย่างไร ซึ่งก็จะมีคนมาแนะนำเขามากมาย แสดงให้เห็นคนไทยใจดีมีน้ำใจ เช่น ให้ศรัทธาในตัวเองว่าต้องฝ่าปัญหาไปให้ได้ อย่าคิดฟุ้งซ่านถึงเหตุการณ์เก่าๆ ให้ไปฝึกปฏิบัติธรรมเดินจงกรมทำสมาธิ ให้เปลี่ยนบรรยากาศไปเที่ยว ไปทำอย่างอื่น หรือคิดถึงพ่อแม่อยู่เพื่อพ่อแม่ เป็นต้น ซึ่งเมื่อมีคนแนะนำไปสักระยะหนึ่งแล้ว ผมก็จะเข้าไปสรุปว่า สิ่งที่เพื่อนๆ ท่านอื่นๆ แนะนำ ดีทั้งนั้นเลย เพราะนี่คือ กองกำลังแห่งใจทั้ง 5 นั่นเอง ได้แก่ ศรัทธา เช่น ศรัทธาในตัวเองว่าทำได้ สติ เช่น ไม่คิดฟุ่งซ่าน สมาธิ เช่น ไปเดินจงกรมทำสมาธิ ปัญญา เช่น เปลี่ยนบรรยากาศไปเที่ยว นึกถึงพ่อแม่ และสุดท้ายคือ ความเพียร คือ หมั่นทำที่เพื่อนๆ ทุกคนแนะนำมานี้ อย่างต่อเนื่องเรื่อยๆไป เมื่อใดที่กองกำลังแห่งใจทั้ง ของเราเข้มแข็งขึ้นมา ก็จะชนะได้ทุกๆ ปัญหาในที่สุด

ยิ่งตอบกระทู้ไปก็ยิ่งอิ่มเอม สุดท้ายก็ไม่ลืมย้ำกับตัวเองว่า ไม่ว่าจะเป็นธรรมะบทใดก็ตาม หากทำให้จริงจัง ก็ประสบผลสำเร็จได้ด้วยธรรมะแม้บทเดียวนั้นนี่แหละ เช่น ไม่คบคนพาล ที่หลวงพ่อท่านสอนไว้ หากไม่คบพาลภายใน ก็บรรลุธรรม ดังนั้น เมื่อเราประทับใจ กองกำลังทั้ง 5 ก็ให้เราหมั่นตอกย้ำซ้ำเดิมเข้าไป ก็จะชนะได้ทุกอุปสรรคดังที่หลวงพ่อท่านสอนไว้นั่นเอง
ข้อความดี ๆ กองกำลัง 5 ฝ่ายแห่งวัดพระธรรมกาย

Tuesday, 12 April 2016

วันเวลาผ่านล่วงไป วันนี้เรากำลังทำอะไรอยู่

เรื่องราวความเป็นจริงของชีวิต มีเกิด มีแก่ มีเจ็บ ท้ายสุดก็ต้องตาย... ไม่มีใครหลีกพ้น
วันเวลาผ่านล่วงไป วันนี้เรากำลังทำอะไรอยู่
สั่งสมบุญ ทำความดีไว้พอหรือยัง
เตรียมตัว เตรียมความพร้อม สำหรับ ความตาย แล้วหรือยัง


Friday, 8 April 2016

หมั่นฝึกใจให้หยุดนิ่ง

หมั่นฝึกใจให้หยุดนิ่ง.. ใจใส ๆ
ทุกชั่วโมงขอ หนึ่งนาที ฝึกหยุดใจ ไว้ที่ศูนย์กลางกาย



Thursday, 7 April 2016

ความจริงที่ต้องเปิดเผย!!!

ความจริงที่ต้องเปิดเผย !!!
ขบวนการล้มล้างพระพุทธศาสนา

เผื่อพวกที่ #เสพสื่อ หลงผิด จะได้ตาสว่าง

สรุป memory ความจริงไว้บ้างยัง???

เงินจำนวนทั้งหมดกว่าหมื่นล้านที่เป็นคดีความอยู่ คุณศุภชัยไม่ได้นำมาถวายวัดพระธรรมกาย และพระเทพญาณมหามุนีเพียงที่เดียว
ชัดมั๊ย!!!

คงเหลือเงินจำนวนกว่า 12,000 ล้านบาท DSI ควรรีบตามสืบว่าคุณ ศุภชัยเอาไปทำอะไร และนำไปบริจาคที่ไหนบ้างเพื่อจะได้นำมาเยียวยาผู้ที่เดือดร้อน 
ชัดมั๊ย!!!

ในส่วนของวัดพระธรรมกาย และพระเทพญาณมหามุนี ทางสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯ ขอยุติคดีแล้ว และขอบคุณที่ลูกศิษย์วัดตั้งกองทุนเยียวยาผู้เดือดร้อนกว่า 600 ล้านบาท
ชัดมั๊ย!!!

วัดไม่ได้คืนเงิน "ไม่สามารถเอาเงินบริจาคจากสาธุชนมาคืนให้ #สหกรณ์ " เงินที่ได้จากลูกศิษย์วัดตั้งกองทุนเยียวยากว่า 600 ล้านบาทให้ผู้ที่เดือดร้อน
ชัดมั๊ย!!!

**สรุปอย่าพูดอีกนะว่า วัดคืนเงิน แล้วผิด

===========

หลวงพ่อท่าน ไม่เคยทำสิ่งที่ไม่ดีเลย มีแต่ทำความดีและประโยชน์เพื่อพระพุทธศาสนา 

ประเด็นนี้ไม่สงสัยก็แปลกแล้ว

1. ตอนนั้นคดีจบ เพราะบอกว่าเงินสหกรณ์บริจาคให้วัด 684 ล้าน และคนวัดเห็นใจสหกรณ์จึงรวบรวมกันคืนให้ทั้งหมด

2. ตอนนี้มาบอกว่าเงินสหกรณ์ที่หายเป็นหมื่นล้าน ย้ำหมื่นล้าน โยนความผิดมาให้วัด ทั้งๆที่ข้อมูลหลักฐานตอนนั้นชัดเจนมาก 684 ล้าน 

3. ผลประโยชน์ของเรื่องนี้คืออะไร ใครกันที่ปลุกกระแสสร้างภาพลบๆให้พระพุทธศาสนา แล้วสุดท้ายใครที่ได้ผลประโยชน์ 

เงินหายแต่ไม่ไปหาที่ที่มันหาย 
เหมือนทำเข็มหายในบ้านแล้วมาขอเอากับคนที่เดินผ่านไปมาหน้าบ้าน มันใช่เหรอ?DSI


=======

ทำไมถึงมาเร่งทำคดีของวัดพระธรรมกาย

1. #เงินสหกรณ์ หลายพันล้าน
ถูกบริจาคไปตั้งหลายองค์กร เช่น สภากาชาด เป็นต้น
แต่ DSI มาตามเงินคืนที่วัดพระธรรมกายที่เดียว
แถมยังยัดข้อหายักยอกทรัพย์ ฟอกเงิน รับของโจรอีกด้วย
ทำไมไม่ตั้งข้อหารับของโจรกับองค์กรอื่นบ้าง
ทำไมเจาะจงแต่วัดพระธรรมกาย

2. เงินที่บริจาคให้วัดนั้น 
วัดไม่สามารถคืนให้ได้ เพราะผิดกฎหมาย
แต่ลูกศิษย์วัดก็แสดงความมีน้ำใจต่อสหกรณ์
ด้วยการตั้งกองทุนเยียวยา 600 ล้าน 
เพื่อช่วยให้สหกรณ์ไม่ล้มละลาย 
สมาชิกอีก 5 หมื่นคนจะได้ไม่เดือดร้อน
ทั้งๆ ที่ไม่จำเป็นต้องช่วยเหลือก็ได้
ในเมื่อเจ้าทุกข์คือสหกรณ์แจ้งไปทาง DSI 
และอัยการ ให้ถอนฟ้องส่วนของวัดพระธรรมกายแล้ว
ทำไมถึงยังดึงดันจะดำเนินคดีให้ได้
ทั้งที่คู่กรณีตกลงไกล่เกลี่ยกันเองได้แล้ว

3. เงินสหกรณ์ที่ DSI สันนิษฐานว่า
เสียหายไป 12,000 ล้าน
วัดพระธรรมกายไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินดังกล่าว 
อย่าใช้วิธีตามหาเงินคืนไม่ได้
ก็มายัดข้อหาฟอกเงินให้วัดพระธรรมกาย

4. คดีเงินสหกรณ์ที่หายไปเป็นพันล้านนั้น 
ถูกแบ่งย่อยเป็นหลายร้อยคดี ต่างกรรมต่างวาระกัน 
วัดพระธรรมกายเป็นเพียง 1 ใน หลายร้อยคดีเท่านั้น
และจัดเป็นคดีที่อยู่เกือบลำดับสุดท้าย 
ทำไมถึงมาเร่งทำคดีของวัดพระธรรมกายก่อน

5. ตามหลักการแล้ว การจะตั้งข้อหาใคร
ว่ารับของโจรกับฟอกเงิน จะต้องมีหลักฐานและพยานก่อน
แต่ทำไม DSI กลับออกหมายเรียก โดยไม่มีการตั้งข้อหา
โดยไม่มีหลักฐาน โดยไม่มีพยาน ทำแบบนี้ผิดขั้นตอนกฎหมายหรือไม่

6. การตั้งข้อหา #ฟอกเงิน กับ #รับของโจร 
มีโทษร้ายแรงถึงขั้นยึดทรัพย์ทั้งหมดของวัดพระธรรมกาย
ขณะที่ศาสนสมบัติทั้งหมดของวัดพระธรรมกาย
ได้มาจากการบริจาคของประชาชนตลอด 47 ปี 
การรีบร้อนตั้งข้อหาโดยขาดหลักฐาน และพยาน 
รีบร้อนลัดขั้นตอนของลำดับคดี เพื่อจะอ้างอำนาจศาล
มาใช้อายัดศาสนสมบัติทั้งหมดของวัดพระธรรมกาย
ถามว่าเป็นธรรมกับประชาชน (ทั้งที่มีชีวิตอยู่
และที่ตายไปแล้ว) ที่ช่วยกันสร้างวัดนี้ขึ้นมาหรือไม่

ปล. ถามแค่นี้ก่อน อยากทราบหลักการและเหตุผล
ในเรื่องวิธีใช้กฎหมายกับประชาชนของ DSI




ข้อมูลความจริง กระจ่างซะทีเถอะ