Wednesday, 13 April 2016

กองกำลัง 5 ฝ่ายแห่งวัดพระธรรมกาย


กองกำลัง 5 ฝ่ายแห่งวัดพระธรรมกาย เป็นกองกำลังที่ผมประทับใจมาตั้งแต่ 20 กว่าปีก่อนโน้นแล้ว ตั้งแต่ที่ได้เข้าวัดพระธรรมกายมานะครับ ที่มาของกองกำลังทั้ง 5 ฝ่าย มาจากความสงสัยในใจของผมเองนั่นแหละครับว่า การปฏิบัติธรรมนั้น สมัยแรกๆ ที่คนมาวัดยังไม่มาก หลวงพ่อธัมมชโย ท่านจะสอนให้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมกันอย่างจริงจัง โดยท่านมักจะยกตัวอย่างของบุคคลทั้งในสมัยพุทธกาล และในยุคปัจจุบัน คือ ยุคนั้นนะ ที่ตั้งใจนั่งสมาธิโดยไม่ขยับตัวเลย ง่วงก็ฝืนสู้ เมื่อยหรือฟุ้งก็อดทน หรือไม่ก็ปฏิบัติธรรมแบบอยู่อิริยาบถ 3 คือ ยืน เดิน นั่ง แต่ไม่นอน จนกระทั่งได้พบความสว่างภายใน แนวการปฏิบัติเช่นนี้ เรียกว่าปฏิบัติแบบลำบาก

แต่ในเวลาต่อๆ มา เมื่อคนมาวัดพระธรรมกายกันมากขึ้นและมากขึ้น หลวงพ่อธัมมชโย ท่านก็จะปรับแนวการสอนสาธุชนที่มาวัดให้เน้นการปฏิบัติแบบสบาย คือ ง่วงก็หลับ เมื่อยก็ขยับ และฟุ้งก็ลืมตา โดยท่านให้หมั่นประคองสติและสบายควบคู่กันไป ในขณะที่พระภิกษุ หลวงพ่อธัมมชโยท่านก็ยังคงสอนให้ปฏิบัติธรรมอย่างเต็มที่ เช่น ถ้ารู้สึกใจเริ่มหยุดนิ่งก็ทิ้งทุกอย่างวางทุกสิ่ง นิ่งไม่สนใจสิ่งภายนอกตัว บางครั้งในเวลาสำคัญๆ เช่น วันที่หลวงปู่วัดปากน้ำเข้าถึงพระธรรมกายภายใน ท่านก็จะเชิญชวนให้ลูกพระลูกเณร อยู่อิริยาบท 3 คือ ยืน เดิน นั่ง แต่ไม่นอน ก็มีเป็นระยะๆ

ความสงสัยในใจของผมก็คือว่า การปฏิบัติแบบลำบาก หรือ การปฏิบัติแบบสบาย อย่างไหนจะทำให้เราเข้าถึงธรรมได้เร็วกว่ากัน วันหนึ่ง หลวงพ่อธัมมชโย ก็ได้อธิบายขณะนำสาธุชนนั่งสมาธิปฏิบัติธรรมว่า การจะเข้าถึงธรรมเร็วหรือช้านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องการปฏิบัติแบบลำบาก หรือ การปฏิบัติแบบสบาย แต่เกี่ยวกับการวางใจให้หยุดนิ่งที่กลางกาย ถ้าวางใจหยุดนิ่งได้ถูกส่วนได้เมื่อไหร่ ก็เข้าถึงธรรมะภายในได้เมื่อนั้น

ภายหลัง พี่มนต์ชัย หัวหน้าแผนกธรรมโฆษก์ (ปัจจุบันบวชเป็นพระที่วัดพระธรรมกาย) ได้นำธรรมะจากที่พี่เขาค้นในพระไตรปิฎก มาเล่าสู่กันฟัง ซึ่งตรงตามที่หลวงพ่อธัมมชโยท่านสอนไว้ทุกประการว่า การปฏิบัติธรรมไม่ว่าจะแบบลำบาก หรือ แบบสบาย ไม่ได้เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ได้บรรลุธรรมเร็วหรือช้า แต่เป็นเรื่องของจริตอัธยาศัยจากภพในอดีตว่าเป็นคนชอบปฏิบัติแบบลำบาก หรือชอบปฏิบัติแบบสบาย ส่วนเหตุแห่งการบรรลุธรรมได้เร็วหรือช้า ขึ้นอยู่กับ กองกำลังทั้ง 5 ฝ่าย ที่เรียกว่า พละ 5 ถูกส่วนถึงพร้อมบริบูรณ์ ได้เร็วหรือช้า นั่นเอง

การหมั่นฝึกปฏิบัติธรรม ทำใจให้หยุดให้นิ่ง ย่อมเป็นการฝึกฝน พละ 5 หรือ กองกำลังทั้ง 5 ฝ่าย ให้เพิ่มพูนทับทวีในใจ จนมีกำลังถึงพร้อม สามารถบรรลุธรรมได้ในที่สุด กองกำลังทั้ง 5 ฝ่ายนี้ ประกอบด้วยกำลังศรัทธา กำลังสติ กำลังสมาธิ กำลังปัญญา และกำลังความเพียร สามารถแก้ไขปัญหาน้อยใหญ่ทั้งหลายให้ลุล่วงไป เปรียบเสมือนกองทัพปกป้องพระนครแห่งใจของเรา ให้รอดพ้นจากปัญหาอุปสรรคต่างๆ ที่จะยกกองทัพเข้าตียึดพื้นที่ในใจเราให้เสื่อมจากคุณความดีทั้งปวง ทีนี้เราลองไปดูความสำคัญของแต่ละขุมกำลังกันนะครับ

กำลังศรัทธา คือ ความมีใจมุ่งมั่นในบุคคล ในธรรมะ หรือแม้แต่ในตัวเอง ที่จะทำความปรารถนาของตนให้สำเร็จบริบูรณ์ หากไร้เสียซึ่งกำลังศรัทธา ความมุ่งมั่นทุ่มเทในการแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆ ไปจนกระทั่งถึงการปฏิบัติธรรมก็จะไม่เกิด ศรัทธาจึงเป็นหัวหน้าของกองกำลัง 5 ฝ่าย เปรียบเสมือน ผู้นำทัพ ที่เป็นศูนย์รวมใจของกองทัพ กองทัพใดก็ตาม หากขาดผู้นำทัพ ขาดศูนย์รวมใจ แม้จะมีกำลังทหารมากมายเพียงใด ก็ล้วนแตกพ่ายยอมแพ้ข้าศึกเสียสิ้น ศรัทธาจึงสำคัญยิ่งถึงเพียงนี้

กำลังสติ คือ ความระลึกรู้ตัว ไม่ประมาทพลั้งเผลอใจจนตกอยู่ในอำนาจของเครื่องกั้นความดี เช่น ความง่วง ความท้อ ความฟุ้งซ่าน ความโกรธเคือง ความลังเลสงสัยต่างๆ กำลังสตินี้ ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ เพราะแม้เรามีศรัทธาเปี่ยมล้น ที่จะมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆ เช่น ปีที่แล้วสอบตก ปีนี้จึงตั้งใจว่าจะอ่านหนังสือให้เต็มที่ แต่พอเพื่อนๆ แชทมาแต่ละที ก็เผลอสติ ตกอยู่อำนาจการแชทเสียสิ้น สุดท้ายก็คงสอบตกเหมือนเดิม
สติ จึงเปรียบเสมือน หน่วยลาดตระเวณ หรือ ทหารยามในกองทัพ ก็จะคอยลาดตระเวนเฝ้าดูตรวจตรา ความผิดปรกติต่างๆ ที่จะเข้ามาย่ำยีพระนครแห่งใจเรา หากสติหย่อน ข้าศึกก็จู่โจมถึงผู้นำทัพ ทำให้ทัพแตกพ่ายไปได้ โดยที่กองทัพไม่ทันได้ระมัดระวังตัวใดๆ เลย

กำลังสมาธิ คือ ความมีใจตั้งใจมั่นอยู่ในตัว ไม่หวั่นไหวกับอารมณ์ต่างๆ ภายนอกตัว ที่เข้ามากระทบ กำลังสมาธินี่เอง ที่จะเป็นกองกำลังที่จะเข้าปะทะกับปัญหาน้อยใหญ่อุปสรรคเครื่องกั้นความดีทั้งหลายที่จะเข้ามากระทบใจโดยตรง นั่นจึงมีความสำคัญไม่แพ้อีกสองกองกำลังข้างต้นเลยครับ หากสมาธิไม่แน่วแน่ ก็จะเกิดคำพูดสวยหรู ดูดี มีสไตล์ ในการแก้ตัวว่า รู้ว่า มันไม่ดี แต่หักห้ามใจไว้ไม่ได้ นั่นเองครับ เช่น ตั้งใจจะอ่านหนังสือแล้ว แต่เพื่อนๆ แชทมา มีสติรู้ว่า หากไปแชทด้วยเกินไปมันไม่ดี แต่ไม่อาจหักห้ามใจไม่ให้เลิกแชทได้ นี่เรียกว่า สมาธิหย่อน
ซึ่งสมาธิ จึงเปรียบเสมือน กองกำลังทหารของกองทัพ ก็จะเข้าปะทะกับกองทัพข้าศึกโดยตรง เพราะหากข้าศึกยกกองทัพมา ผู้นำทัพเราก็พร้อมสู้ หน่วยลาดตระเวณเราก็สืบรู้ล่วงหน้า ก็ข้าศึกจะยกมาแล้ว แต่กำลังทหารเรามีน้อย พอปะทะกันจริงๆ กองทัพเราก็แตกพ่ายอยู่ดีนั่นเอง

กำลังปัญญา คือ ความชาญฉลาดในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เข้ามากระทบ ทั้งนี้เพราะบางทีกำลังสมาธิเรามีน้อย เราเพิ่งฝึกฝนได้ไม่นาน แต่ปัญหาอุปสรรคนั้นมีมาก เราก็ต้องใช้ปัญญาเข้าช่วยเหลือ เช่น จะตั้งใจอ่านหนังสือ เพื่อนๆ เข้ามารุมแชทเหลือเกิน เราก็ใช้ปัญญาช่วยห้ามใจว่า เราต้องอดทนเล่าเรียนให้จบ เพื่อให้พ่อแม่ภาคภูมิใจนะ หรือ ถ้าเราเรียนไม่จบ เราก็จะไม่ประสบความสำเร็จนะ ใช้ปัญญาสอนใจตัวเองต่างๆนาๆให้อดทนทำความดีไว้ เป็นต้น
ปัญญา จึงเปรียบเสมือนเสนาธิการของกองทัพ ที่จะคอยคิดหายุทธวิธีพลิกแพลงกรณีข้าศึกมีกำลังมหาศาลกว่าฝ่ายเรา พลิกจากสถานการณ์เป็นรองให้กลายเป็นต่อ พลิกจากเพลี่ยงพล้ำให้กลายเป็นมีชัยชนะได้ก็ด้วย ปัญญา

กำลังความเพียร คือ ความไม่ย่อท้อหนุนเนื่องกำลังทั้ง 4 ฝ่ายข้างต้นอย่างต่อเนื่องจนประสบผลสำเร็จ ทั้งนี้เพราะแม้เราจะมีศรัทธาดี มีสติพร้อม มีสมาธิเยี่ยม มีปัญญาเลิศ แต่ไร้ซึ่งความเพียร ภาษาชาวบ้านเรียกคนแบบนี้ว่า พวกเก่งแต่ขี้เกียจ เมื่อเป็นเช่นนี้ หากเป็นปัญหาอุปสรรคเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิต พวกนี้ก็แก้ไขได้ แต่พอพบเจอปัญหาใหญ่ๆ ขึ้นมา ก็หมดกำลังใจ ท้อแท้ที่ไม่ใช่ท้อเทียม พ่ายแพ้ปัญหาอุปสรรคทั้งหลายไปในที่สุด
ความเพียร จึงเปรียบเสมือนทหารกองหนุน ที่จะคอยหนุนเนื่องกองทัพใหญ่เข้าไว้ ในกรณีพบศึกแห่งใจที่ต้องใช้เวลาต่อกรอย่างยาวนาน ศึกนั้นจะชนะได้ ถ้ามีความเพียรหนุนเนื่องไว้ จนกว่าจะสำเร็จนั่นเอง

กองกำลังทั้ง นี้ ไม่ได้มีเฉพาะวัดพระธรรมกาย แต่มีอยู่ในใจเราทุกๆ คน สามารถช่วยแก้ไขปัญหาชีวิต อุปสรรคต่างๆ นาๆ ได้ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ ไปจนถึงการประพฤติปฏิบัติธรรมให้พ้นจากทุกข์ทั้งปวง หลายครั้งหลายหน ที่ผมนำกองกำลังทั้ง 5 ไปตอบกระทู้ปัญหาเรื่องราวต่างๆ โดยเดิมใช้นามแฝงว่า หัดฝัน แต่ตอนนี้ใช้ชื่อจริง และได้รับความชื่นชมผู้ถามและผู้ตอบอื่นๆ เป็นอย่างมาก

ยกตัวอย่างเช่น เขาถามว่า อกหักแฟนทิ้ง จะลืมอดีตแฟนได้อย่างไร ซึ่งก็จะมีคนมาแนะนำเขามากมาย แสดงให้เห็นคนไทยใจดีมีน้ำใจ เช่น ให้ศรัทธาในตัวเองว่าต้องฝ่าปัญหาไปให้ได้ อย่าคิดฟุ้งซ่านถึงเหตุการณ์เก่าๆ ให้ไปฝึกปฏิบัติธรรมเดินจงกรมทำสมาธิ ให้เปลี่ยนบรรยากาศไปเที่ยว ไปทำอย่างอื่น หรือคิดถึงพ่อแม่อยู่เพื่อพ่อแม่ เป็นต้น ซึ่งเมื่อมีคนแนะนำไปสักระยะหนึ่งแล้ว ผมก็จะเข้าไปสรุปว่า สิ่งที่เพื่อนๆ ท่านอื่นๆ แนะนำ ดีทั้งนั้นเลย เพราะนี่คือ กองกำลังแห่งใจทั้ง 5 นั่นเอง ได้แก่ ศรัทธา เช่น ศรัทธาในตัวเองว่าทำได้ สติ เช่น ไม่คิดฟุ่งซ่าน สมาธิ เช่น ไปเดินจงกรมทำสมาธิ ปัญญา เช่น เปลี่ยนบรรยากาศไปเที่ยว นึกถึงพ่อแม่ และสุดท้ายคือ ความเพียร คือ หมั่นทำที่เพื่อนๆ ทุกคนแนะนำมานี้ อย่างต่อเนื่องเรื่อยๆไป เมื่อใดที่กองกำลังแห่งใจทั้ง ของเราเข้มแข็งขึ้นมา ก็จะชนะได้ทุกๆ ปัญหาในที่สุด

ยิ่งตอบกระทู้ไปก็ยิ่งอิ่มเอม สุดท้ายก็ไม่ลืมย้ำกับตัวเองว่า ไม่ว่าจะเป็นธรรมะบทใดก็ตาม หากทำให้จริงจัง ก็ประสบผลสำเร็จได้ด้วยธรรมะแม้บทเดียวนั้นนี่แหละ เช่น ไม่คบคนพาล ที่หลวงพ่อท่านสอนไว้ หากไม่คบพาลภายใน ก็บรรลุธรรม ดังนั้น เมื่อเราประทับใจ กองกำลังทั้ง 5 ก็ให้เราหมั่นตอกย้ำซ้ำเดิมเข้าไป ก็จะชนะได้ทุกอุปสรรคดังที่หลวงพ่อท่านสอนไว้นั่นเอง
ข้อความดี ๆ กองกำลัง 5 ฝ่ายแห่งวัดพระธรรมกาย

No comments:

Post a Comment